เตือนอินโดฯ ศูนย์กลางระบาดใหม่โควิด สะพรึง จาการ์ตา อาจติดเชื้อเกือบครึ่ง

ผู้เชี่ยวชาญเตือนอินโดนีเซียกำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางระบาดใหม่ของโควิด-19 ต่อจากอินเดีย หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งทะยานกว่า 5 หมื่นต่อวัน
สะพรึงหนัก ผลงานวิจัยในอินโดฯ ชี้อาจมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวง เกือบครึ่ง สูงกว่าตัวเลขทางการ ถึง 12 เท่า
อินโดฯ ไม่ต่างจากหลายประเทศในอาเซียน พากันกอดคอกันลงเหว เผชิญวิกฤติโควิด-19 ทั้งจัดหาวัคซีนล่าช้า และวัคซีนซิโนแวคที่ส่วนใหญ่ใช้กันนั้น มีประสิทธิภาพต่ำในการต้านทานโควิดกลายพันธุ์

และแล้ว อินโดนีเซีย หนึ่งในชาติสมาชิกอาเซียน ประเทศที่มีประชากรราว 270 ล้านคน มากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก ก็กำลังกลายเป็นศูนย์กลางการระบาดใหม่ของเชื้อโควิด-19 ในเอเชีย ต่อจากอินเดีย อย่างน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง

จากตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในอินโดนีเซียที่พุ่งทะยานขึ้นไปสูงถึง 54,517 รายต่อวัน เมื่อวันพุธที่ 14 ก.ค. 64 ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญพากันเตือนด้วยความวิตกว่า ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวันที่มากมายมหาศาลถึงขนาดนี้ ส่งผลให้ยอดสะสมผู้ติดเชื้อโควิด-19 จนถึงวันที่ 18 ก.ค. ทะยานขึ้นไปอยู่ที่ 2.87 ล้านราย และเสียชีวิต 73,582 ศพนั้น อาจผลักระบบสาธารณสุขของอินโดนีเซียไปอยู่ริมขอบเหวที่ใกล้จะล่มสลาย ขาดแคลนเครื่องมือเวชภัณฑ์ ออกซิเจน จนไม่สามารถรองรับหรือรักษาผู้ป่วยได้อีกต่อไป

สำนักข่าวอันทาราในอินโดนีเซีย รายงานว่า โรงพยาบาลทั่วประเทศอินโดนีเซียในขณะนี้มีผู้ป่วยโควิด-19 จนล้น ครองเตียงถึง 120,000 เตียง จากจำนวนเตียง 90,000 เตียง
ผวาหนัก กรุงจาการ์ตา อาจมีคนติดโควิด-19 เกือบครึ่ง สูงกว่าตัวเลขทางการ 12 เท่า

ประชาชนที่อยู่ในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย ซึ่งมีจำนวนประชากรประมาณ 10.6 ล้านคน อาจติดเชื้อโควิด-19 เกือบครึ่ง หรือสูงกว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดอย่างเป็นทางการถึง 12 เท่า

จากข้อมูลผลการสำรวจด้านสาธารณสุขในอินโดนีเซีย ที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อวันที่ 10 ก.ค.64 โดยได้สุ่มตรวจสอบแอนติเจนในเลือดของประชาชนทั่วกรุงจาการ์ตา ระหว่าง 15-31 มี.ค.64 พบว่า 44.5% ของผู้ได้รับการตรวจเหล่านี้ มีแอนติบอดี หรือภูมิคุ้มกันในร่างกาย ที่บ่งชี้ว่าพวกเขาเคยติดเชื้อโควิด-19 มาแล้ว!!

สำหรับรายงานการวิจัยนี้ ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานสาธารณสุขกรุงจาการ์ตา ร่วมกับ คณะคณะสาธารณสุขศาสตร์, สถาบัน Eijkman Institute for Molecular Biology และเจ้าหน้าที่จากศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐฯ(CDC)ในอินโดนีเซีย พบว่าอาจมีประชาชนในกรุงจาการ์ตาติดโควิด-19 มากถึง 4.7 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรเลยทีเดียว ในขณะที่งานวิจัยยังพบว่า กลุ่มผู้ถูกสำรวจส่วนใหญ่ที่พบว่ามีแอนติบอดีในร่างกาย อยู่ในช่วงอายุ 30-49 ปี และอัตราผู้หญิงติดเชื้อโควิด-19 มากกว่าผู้ชาย

หัวหน้าสำนักงานสาธารณสุขกรุงจาการ์ตา เตือนด้วยความกังวลว่า จากการสำรวจในครั้งนี้ พวกเราสามารถคาดการณ์ถึงจำนวนประชาชนในกรุงจาการ์ตาที่ติดเชื้อ SARs CoV-2 หรือโควิด-19 ไม่ว่าจะตรวจแบบ PCR หรือไม่ก็ตาม

จากผลงานวิจัยที่ออกมานี้ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อหวั่นเกรงว่าสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในอินโดนีเซียอาจจะรุนแรงกว่าที่เจ้าหน้าที่คาดการณ์ไว้ เพราะตามรายงานของสำนักงานสาธารณสุขกรุงจาการ์ตา เคยระบุว่ามีผู้ติดเชื้อโควิดในกรุงจาการ์ตามากกว่า 382,000 ราย ขณะการสำรวจเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 31 มี.ค. และเมื่อมาถึงวันที่ 13 ก.ค. พบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในกรุงจาการ์ตา พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 689,243 รายเท่านั้น
อินโดฯ เหมือนหลายประเทศอาเซียน ‘กอดคอกันลงเหว’ ฉีดวัคซีนน้อย

อินโดนีเซีย ตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายคลึงกับชาติเพื่อนบ้านหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ที่หวนกลับมาระบาดระลอกใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมกันมาตั้งแต่ เม.ย.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย เมียนมา และเวียดนาม จนต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ควบคุมการระบาดมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้ผล

เนื่องจากหลายประเทศในอาเซียนและอินโดนีเซียเล่นบท ‘ตั้งรับ’ ดำเนินการจัดหาวัคซีนล่าช้า และยังมีการคัดกรองเชิงรุกหาผู้ติดเชื้อน้อยมาก เมื่อมาเจอกับการระบาดของเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์ตัวร้าย อย่างสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) จึงยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น

ที่สำคัญอย่างยิ่ง วัคซีนต้านโควิด-19 ซึ่งนักไวรัสวิทยา ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ชี้ว่ามันคือทางออก-เป็นประตูของการยุติการแพร่กระจายของเชื้อโควิดนั้น ปรากฏว่า วัคซีนที่หลายประเทศในอาเซียน รวมทั้งไทย ที่ได้สั่งจอง-จัดหามาฉีดให้แก่ประชาชน. ส่วนใหญ่เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย ของบริษัทซิโนแวคจากประเทศจีน

ในขณะที่ งานวิจัยจากหลายแห่งพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนซิโนแวคในการต้านทานโรคโควิด-19 จะต่ำลง เมื่อต้องมาเจอกับการระบาดของเชื้อโควิด-19 กลายพันธุ์ อย่างสายพันธุ์เดลตา ที่กลายเป็นสายพันธุ์หลักที่กำลังระบาดทั่วโลกและในภูมิภาคอาเซียนของเราในเวลานี้
เร่งจัดหาวัคซีนฉีดก่อนสาย หวั่นเกิดโควิดกลายพันธุ์ตัวร้าย ซ้ำรอยอินเดีย

ขณะนี้ ทางการอินโดนีเซียได้ดำเนินการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้แก่ประชาชนได้เพียง 5.5% ของจำนวนประชากรในประเทศ และที่กรุงจาการ์ตา มีประชาชนได้รับวัคซีนประมาณ 18% ของประชากรในเมืองหลวงเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติโควิดระบาดในอินโดนีเซียที่ขณะนี้ยอดสะสมผู้ติดเชื้อพุ่งทะยานขึ้น มีข่าวว่า วัคซีนของแอสตราเซเนาเกือบ 3.5 ล้านโดส จากโครงการCOVAX (โคแวกซ์)นำโดยองค์การอนามัยโลก ได้ถูกจัดส่งมาถึงอินโดนีเซียแล้วเมื่อวันอังคาร ที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยตามรายงานจากสื่อทางการเผยว่าทางการอินโดนีเซียได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 จากโครงการโคแวกซ์รวมแล้ว กว่า 14 ล้านโดส

ขณะนี้ เวลาทุกนาทีมีค่ามากขึ้นต่อชีวิตของประชาชน การจัดหาวัคซีนต้านโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพโดยด่วน คือหนทางรอดจากหายนะ โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซียที่เกิดการระบาดของโควิด-19 อย่างหนัก และมีประชากรในประเทศจำนวนมาก หากยังควบคุมการระบาดไม่ได้ เชื้อไวรัสมรณะก็จะมีเวลาในการกลายพันธุ์ปรับตัวหาทางเอาชนะมนุษย์ได้ไปเรื่อยๆ จนทำให้อาจเกิดโควิดกลายพันธุ์ตัวร้าย อย่าง สายพันธุ์เดลตา ที่ชาวโลกและอาเซียนของเรากำลังเผชิญกันอยู่ในเวลานี้.